montakarn's profileenslaverPhotosBlogListsMore Tools Help

montakarn

No list items have been added yet.

enslaver

me to you
13 June

เราทำอะไรอยู่

เราทำอะไรอยู่
 
ตอนเด็กๆ เราถูกสอนให้รู้จักความฝัน
โตขึ้น...เราเรียนรู้ความจริง
บางคน...ยังฝันต่อ...และพยายามทำความฝัน
ให้มาอยู่ในความจริงให้ได้
บางคน...ล้มเลิกความฝัน...
เพราะคิดว่ามันช่างห่างไกลความจริง
ในขณะที่บางคน...ละทิ้งความฝัน
ค้นพบ "ความฝันอันใหม่" ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเติมความสบาย
 
วัยทำงาน...หลายคนลืมไปแล้วว่าเคยฝันอะไรไว้
ทุกวินาทีที่อยู่ตรงหน้า...
แทบไม่มีเวลาทบทวนความฝัน
เรื่องความฝันกินไม่ได้...
คิดเรื่องทำยังไงให้มีกินก่อนดีกว่า
เราเกิดมามือเปล่า...
แล้วเราก็เริ่มที่จะหาอะไรใส่ให้เต็มมือ
มือบางมือ...ที่เคยกุมมือใครอยู่...
ก็พร้อมที่จะปล่อยวางชั่วคราว
เพื่อไปไขว่คว้าหาสิ่งที่ใครๆ ชอบพูดว่า
"ความมั่นคงของชีวิต"
ความรัก...ค่อยตามมาทีหลัง...ให้พร้อมก่อนดีกว่า
 
"พร้อม" คำที่สวนทางกับคำว่า "พอเพียง"
"พร้อม" ที่ไม่รู้ว่าเท่าไหร่ แค่ไหน จึง "พอ"
 
หลายคน...เลือกทุ่มเทเวลากับการสร้างรากฐาน
โดยยอมละทิ้งความรัก
ทิ้งใครบางคนที่รัก...เพียงเพื่อคำคำเดียวคือ "เงิน"
เรารักกันเมื่อไหร่ก็ได้...แต่เงินหาได้ต้องรีบหา
อยู่ด้วยกันเมื่อไหร่ก็ได้...แต่ตอนนี้แยกย้ายกันไปหาเงินก่อนนะ
แต่น่าแปลก...
เชื่อฉันมั้ยล่ะว่า...
ในวันสุดท้ายของชีวิตเราทุกคน...
เรากลับแทบปล่อยมือทิ้งได้ทุกอย่าง...
เพื่อเพื่อได้กุมมือคนที่รักเพียงคนเดียว
นั่นสิ...
แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมาเราทำอะไรอยู่?
เราทอดทิ้งมือนั้น...แต่กลับมาร้องหามือนั้นในวันสุดท้าย
แล้วสิ่งที่เราหามาโดยตลอด...
ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ หรอกหรือ?
ถ้าเราจะบอกว่า...เราหามาให้เขา...คนที่เรารัก
ฉันก็ตอบได้ว่า...เงินทองเท่าไหร่ก็หมดความหมาย...
ฉันยอมแลกได้กับเวลาที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน
เราเกิดมาชีวิตเดียว...ชาติหน้าถ้าจะเกิดมาอีก...
ก็คงไม่ได้เป็นคนเดิม
ความสุขเดียวที่เราจะตักตวงได้...
น่าจะเป็นความสุขที่ได้อยู่ร่วมกันกับคนที่รักให้นานที่สุด
เพราะชาติหน้า...ก็ไม่รู้จะได้มาเจอ มารัก
มาอยู่ร่วมกันอย่างนี้อีกหรือเปล่า?
ชาตินี้คงเบื่อพอดี...ชาติหน้าเปลี่ยนคนบ้างก็คงดี
และที่สำคัญ...
ฉันไม่ได้ต้องการกุมมือคนรัก...แค่ในวันสุดท้ายเท่านั้น !
เกิดมามือเปล่า...ต่อให้กอบโกยเต็มสองมือขนาดไหน...
ตายไปก็เหลือมือเปล่าเท่าเดิม !
ชีวิตเดียว...แค่สองมือ...ถืออะไรนักหนา !

คำว่า "รอคอย"

คำว่า "รอคอย"
ไม่เคยมีหมายกำหนดการแน่นอน
 
ไม่เคยบอกว่าจะสิ้นสุดวันไหน ?
จะมาเมื่อไร ไม่เคยแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
ขาดระเบียบการที่ชัดเจนจนไม่สมควร "รอคอย"
คงไม่มีใครอยากได้ความรู้สึกนี้
ความรู้สึกที่ไม่มีจุดสิ้นสุด มองไม่เห็น
หนำซ้ำยังไม่แน่ใจว่าจะมาจริงหรือเปล่า ?
เป็นการรอคอยที่เลื่อนลอย
แม้จะมีความหวังแต่ก็ยังขาดความมั่นใจ
 
ฉันเคยคิดว่า...คำว่า "รอ"
ไม่น่าจะมีบัญญัติอยู่ในพจนานุกรม
เพราะเป็นคำที่พอรู้ความหมายทีไร ก็ทำเอาใจเสียทุกที
คำที่มอบทั้ง...ความหวัง...ความเพ้อฝัน
บางคนขอแถมเอาความทุกข์...ความเครียดติดมาด้วย
น้อยคนนักที่จะรอคอยอย่างมีความสุข
เกิดคำนี้กับตัวเองเมื่อไร...
ก็กระวนกระวายอยากได้กำหนดการที่แน่นอน
 
จะต้องรออีกนานแค่ไหน ?
จะมาเมื่อไร ?
จะมามั้ย ?
ฉันว่า...
ความสุขจากปาฏิหาริย์
มันดีกว่าความทุกข์
จากการรอคอยอีกนะ
จะรอก็ไม่มีใครว่า...
แต่ถ้านั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด
อะไรดีๆ คงไม่กล้าเดินเข้ามาหาหรอก...
จริงมั้ย !

มีปัญหาชอบปรึกษา หมอดู

มีปัญหาชอบปรึกษา หมอดู
 
"หาแฟนไม่ได้" "ยังไม่ได้งาน" "เปลี่ยนงานดีมั้ย ?"
"ใครเป็นเนื้อคู่...ใช่เขาหรือเปล่า ?"
"ทำอะไรถึงจะรวย ?" และ...สารพัดปัญหาชีวิต
ที่ไม่รู้จะลงเอยอย่างไร และจะเป็นยังไงต่อไปในอนาคต
ในเมื่อปัจจุบันยังมืดมน ความหวังเลยไปฝากไว้ที่อนาคต
 
ทุกคำถามมีคำตอบ
คนเดียวที่จะแก้ปัญหาชีวิต
ให้คุณได้ คือ "หมอดู"
คนที่เราไม่เคยรู้จัก ไม่เคยมีส่วนร่วมในชีวิตเรา
ไม่เคยแม้ผ่านเข้ามาในชีวิต กลับเป็นคนที่เราเชื่อ
ยินดีทำตามคำแนะนำของเขาทุกอย่าง
ยกให้เขาเป็นผู้ลิขิตชีวิตเรา
 
บางคนเชื่อว่า...หมอดูคือตัวแทนของสวรรค์
ส่งมาเป็นตัวช่วยชี้นำชีวิตเรา มองเห็นอนาคตเรา
ในเมื่อไม่มีใครรู้แผนการของสวรรค์
เราก็ต้องถามเอาจากหมอดูนี่แหละ
ปัญหาชีวิต...ตัวเราเองต่างหากที่เป็นผู้สร้าง
และตัวเราเองเท่านั้นที่จะเป็นผู้แก้
ทุกๆ คำแนะนำ...ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้
ถ้าไม่ได้รับการตัดสินใจจากเรา
อย่ามอบชีวิตให้ใครจัดการให้...
เพราะพ่อกับแม่ที่ให้กำเนิดเรามา
ก็ยังไว้วางใจให้เราจัดการชีวิตตัวเอง
บางที..."สติ" อาจเป็นเพื่อนข้างกายที่ไวที่สุด
ที่จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เราได้
 
ให้ "หมอดู" เป็นเพียงเพื่อนที่คอยเตือนสติเรา
ให้เรารอบคอบและไตร่ตรองกับช่วงชีวิตมากขึ้น
เพราะเมื่อเราไว้ใจตัวเองเมื่อไร ?
ทุกๆ ปัญหาเราก็สามารถปรึกษาตัวเองได้
บางปัญหา...แก้ได้โดยไม่ต้องนัดหมายล่วงหน้า
และเสียค่าครูหรอกนะ...

ฝนตกทีไร เหงา ทุกที

ฝนตกทีไร เหงา ทุกที
 
แปลก ! ที่ฝนมาทำปฏิกิริยาอะไรกับใจคน
ตกทีไร เหงาทุกที
ต่อให้มีคนเต็มบ้านก็เหงาได้
ยิ่งได้ฟังเพลงประกอบบรรยากาศด้วยแล้ว
เหมือนฝนยิ่งตกหนักอยู่ในใจ
กระหน่ำความเหงาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ภาวะฝนตกมักทำให้เราเกิดอาการเซื่องซึม ไม่อยากทำอะไร
อยากนอนเฉยๆ นิ่งๆ และคิด
"ความคิดและจินตนาการ" นี่เองที่เป็นตัวก่อความเหงา
สนุกอยู่ดีๆ พอฝนตก ก็เบื่อขึ้นมาซะอย่างนั้น
 
บางที...ฟ้าคงส่งฝนลงมาให้มนุษย์รู้จัก "ความเหงา"
ที่มักแถมมาด้วย "ความเดียวดาย" "ความอ้างว้าง"
และหลายครั้ง...
พวกความเหล่านี้ก็ทำให้เราหาทางจัดการกับชีวิตตัวเอง
เปลี่ยนบางอย่าง คิดอะไรบางอย่างออก
และหลายคนก็มีชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อหมดหน้าฝน
ฤดูกาล...ถูกจัดสรรโดยธรรมชาติ
เพื่อสร้างมาสอดคล้องกับภาวะจิตใจของมนุษย์
 
การเปลี่ยนแปลงของมนุษย์
ก็คงเดินทาง
เหมือนการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล
จบ...เริ่ม...จบ...เริ่ม
โลกให้โอกาสมนุษย์เปลี่ยนและเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
"ความเหงา" อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด
ที่จะทำให้เราหยุดคิดกับชีวิตตัวเอง
 
แม้บางครั้ง...สายฝนจะพาใครต่อใครเข้ามาเกี่ยวข้อง
และมีอิทธิพลสำหรับใจเรา
แต่หัวใจเราก็ยังทำหน้าที่เป็นร่ม
คอยสกัดกั้นเม็ดฝนไม่ให้เปียกปอนจนอ่อนแอ
อาจมีบางเม็ดฝนที่กระเด็นเข้ามาโดนใจ ก็ไม่เห็นต้องกลัวอะไร
เพราะเมื่อไรที่หน้าร้อนมาเยือน...
ร่องรอยเหล่านั้นมันก็จะเหือดแห้งไปเอง
เธอเชื่อมั้ยว่า...ธรรมชาติของมนุษย์
สามารถรักษาตัวเองได้

ความทุกข์ vs ความสุข

ความ ทุกข์ ... มาเร็วไปช้า
ความ สุข ... มาช้าไปเร็ว
 
ไม่ใช่เรื่องแปลก !
ที่เราทุกคนล้วนรอคอยความสุข ซึ่งมักจะมาถึงนานๆ ที
เพราะตัวเราเอง "ชอบ" หมั่นสร้างความทุกข์ใส่ตัวอยู่เนืองๆ
ไม่น่าจะเรียกว่า "ชอบ" เพราะไม่มีใครชอบ
แต่ก็เผลอทำให้ทุกข์บ่อยๆ ไม่รู้เป็นยังไง
แล้วความทุกข์ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง
ก็ช่างสร้างความวุ่นวายให้ชีวิตไม่มีวันจบสิ้น
มันทำให้เราต้องกุมขมับ เครียด คิด
และจ่อมจมอยู่กับมันได้ครั้งละนานๆ
แต่ก็น่าแปลกตรง "ความสุข"
ซึ่งนานๆ จะผ่านเข้ามาในชีวิตสักครั้ง
พอมาแล้วก็เหมือนแขกผู้มาเยือน
เพียงแวะเข้ามาดื่มน้ำแล้วก็จากไป
ยังไม่ทันได้สุขเต็มเหนี่ยว มันก็รีบโบกมือลาไปซะแล้ว
 
ฉันเข้าใจว่า...เราจมอยู่กับความทุกข์อย่างทรมาน
มันเลยดูเหมือนนาน
เพราะมัวเฝ้ารอคอยเข็มนาฬิกาให้มันรีบเดินผ่านไปเร็วๆ
ในขณะที่...เราเพลินกับความสุข จนลืมเวลา เผลอแป๊บเดียว
เข็มนาฬิกาก็วิ่งเข้าเส้นชัยไปซะแล้ว
ทั้งๆ ที่ ระยะเวลาของการมาเยือนเท่าเทียมกัน
เราจริงจังกับความทุกข์...เราหลงกับความสุข
ถ้าเราลองมองอย่างตั้งใจ...
ทุกๆ ความทุกข์...
มักมอบความสุขให้เราตรงปลายทางเสมอ
ความทุกข์ที่ผ่านการเรียนรู้
เปลี่ยนแปลง คิด แก้ไข และปรับปรุง
จะทำให้ชีวิตเราเข้มแข็ง
และค้นพบเส้นทางแห่งความสุขข้างหน้า
 
ส่วนความสุข...ถ้าเราไม่ลุ่มหลง และอยู่กับมันได้อย่างสงบ
มันจะเป็นพลัง และแรงใจที่ดี ในการฝ่าฟันอุปสรรค
และเผชิญปัญหาในอนาคตได้อย่างแข็งแรง
นั่นหมายถึงว่า...
ความสุขสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกๆ วัน
ถ้าเราเข้าใจว่า...
ความสุขคือความสนุกกับการเดินทางของชีวิต
ความสุขจากการได้ค้นพบว่า...
ตัวเองเข้มแข็ง แข็งแรง อดทน และผ่านวันร้ายๆ มาได้
ถ้าเราแข็งแรง...
ไม่ว่าแขกผู้มาเยือนจะเป็น "ความสุข" หรือ "ความทุกข์"
เราก็พร้อมจะเปิดประตูต้อนรับแขกด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา
และก็แปลกนะ...พอเราเข้มแข็ง
เมื่อความทุกข์มา
ความสุขก็จะรีบตามมาสมทบทุกครั้ง !
 
Photo 1 of 1

ก้อนหินก้อนนั้น

 
Get this widget | Share | Track details